![]() |
|
|
วัดกระแสง่ายๆ ด้วย Clamp Meter กันเถอะกระแสไฟฟ้า (DCA) ถือเป็นเรื่องใหญ่ของอุปกรณ์ที่ใช้งานในการเล่น RC แต่ปรกติการวัดกระแสมักจะยุ่งยาก และหาเครื่องไม้เครื่องมือในการวัดลำบาก ทำให้นักเล่น RC เราๆ ท่านๆ ละเลยที่จะตรวจสอบกระแสที่ใช้งานกัน สุดท้ายจะนำมาซึ่งความเสียหายต่ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งาน ทำให้การเล่น RC เหมือนจะต้องใช้งบบานปลายกันอยู่เรื่อย แต่หากได้ทราบกระแสที่ใช้งานอยู่ว่าเป็นเท่าใด การเลือกอุปกรณ์ใช้งานจะป้องกันความเสียหายได้เป็นอย่างดี จะวัดกระแสกันอย่างไร?ปรกติผู้เล่นทั่วไปจะมีมิเตอร์สำหรับวัดแรงดันหรือกระแสกันอยู่ แต่การวัดไฟฟ้ากระแสตรงมักมีปัญหาอยู่ 2 อย่างคือ หนึ่งเครื่องวัดมักจะมีค่าการวัดเป็นเพียงมิลลิแอมป์ หรืออยู่ในช่วง 10-20 แอมป์เท่านั้น ซึ่งมักไม่เพียงพอต่อการใช้งานที่ในปัจจุบัน กระแสที่ใช้สูงขึ้นทุกที ส่วนปัญหาที่สองและเป็นปัญหาใหญ่คือ วิธีการวัด หากเป็นมิเตอร์ธรรมดา เมื่อต้องการทราบหรือวัดค่ากระแสไฟฟ้า จะเป็นต้องต่อมิเตอร์อนุกรมเข้ากับสายไฟของแบตเตอรี่ ทำให้ยุ่งยากต่อการวัดที่จะต้องมาตัดต่อสาย เพื่อต่อมิเตอร์เข้าไป จากปัญหาทั้งสองข้อ เลยทำให้ผู้เล่นหลายๆ ท่านละเลยที่จะตรวจสอบกระแสที่ใช้งานกัน แคลมป์มิเตอร์ ความสะดวกในการวัดกระแส
่ในบ้านเราส่วนใหญ่แคลมป์มิเตอร์มักจะวัดได้เฉพาะไฟฟ้ากระแสสลับ (ACA) ซึ่งไม่เหมาะที่จะมาใช้ในงาน RC ที่ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DCA) เป็นหลัก จนกระทั้งปัจจุบันเริ่มมีการนำแคลมป์มิเตอร์ ที่สามารถวัดกระแสตรง (DCA) เข้ามาใช้งานในวงการ จึงทำให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการวัดและตรวจสอบกระแสที่ใช้งาน วิธีการใช้งานเจ้าแคลมป์มิเตอร์ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพราะเพียงแค่ตั้งให้แคลมป์มิเตอร์เป็นการวัดแบบ DCA จากนั้นปรับค่าให้กระแสเป็นศูนย์ แล้วนำไปคล้องสายไฟจุดที่ต้องการวัดกระแส เพียงแค่นี้ก็สามารถทราบค่ากระแสที่วิ่งผ่านได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องตัดต่อวงจรเดิมแต่อย่างใด จึงทำให้สะดวกและรวดเร็ว สามารถที่จะตรวจสอบกระแสใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่สนาม อีกนิดครับในการวัดกระแสต้องให้กระแสวิ่งจากด้านหน้าไปด้านหลัง แต่หากค่ากระแสที่ได้เป็นค่าติดลบ แสดงว่ากระแสวิ่งกลับด้าน ให้กลับพลิกกลับด้านแคลมป์มิเตอร์ใหม่ ค่าที่วัดได้จะปรับมาเป็นบวก
ประโยชน์ของค่ากระแสที่อ่านได้ค่ากระแสที่ทราบมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้เล่น RC คือ ทำให้ตรวจสอบและเลือกใช้งานอุปกรณ์ได้เหมาะสมขึ้น ลองมาดูกันว่ามีใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง 1. ใช้ในการเลือกแบตเตอรี่ เมื่อทราบกระแสที่ใช้จริงแล้ว ทำให้เลือกแบตเตอรี่ได้ถูกต้อง เช่น เมื่อวัดกระแสใช้งานของชุดมอเตอร์ที่จะเตรียมลงเครื่องลำใหม่ออกมาได้ 15 แอมป์ เราอาจจะเผื่อกระแสไว้อีกสัก 15-20 เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นกระแสเท่ากับ 17.25-18 แอมป์ คราวนี้เมื่อไปเลือกซื้อแบตเตอรี่ ก็ต้องเลือกให้สามารถจ่ายกระแสได้ไม่น้อยกว่า 17.25-18 แอมป์เป็นต้น เช่นหากเป็นแบตลิโพ ขนาด 1500 mAh คราวนี้เราจะทราบได้ว่าต้องเลือกให้จ่ายกระแสต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 12 C ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจได้ว่ากระแสที่เราใช้ไม่เกินความสามารถของแบตลิโพที่ซื้อมา อันเป็นการลดโอกาสที่จะทำให้แบตลิโพเสียหายเนื่องจากการดึงกระแสเกินความสามารถของแบตลิโพ 2. ใช้ในการจัดใบพัด การเลือกใบพัดที่เหมาะสม จะสามารถจัดกระแสและกำลังตามที่ต้องการได้ จากประสพการณ์ที่เล่นเครื่องบินและใช้เครื่องมือวัดตรวจสอบ พบว่าใบเปลี่ยนขนาดไปเพียงเล็กน้อยแต่อาจทำให้กระแสเปลี่ยนไปมากกว่าที่เราคิด ดังนั้นการวัดหรือตรวจสอบกระแสที่ใช้งานกับใบพัดขนาดต่างๆ จะทำให้เลือกขนาด/pitch ที่เหมาะสมได้ เช่น ใบที่เราเลือกครั้งแรก อาจจะบินยังไม่แรงเท่าที่ควร เราสามารถปรับใบให้ใหญ่ขึ้น หรือเพิ่ม pitch จากนั้นตรวจสอบกระแสว่ายังเหมาะสมหรือไม่ คือ ไม่ได้เพิ่มมากจนเกินไป แล้วจึงนำไปทดลองบินใหม่ จนกระทั้งได้ขนาดใบที่เหมาะสมตามต้องการ 3. ใช้ตรวจสอบความผิดปรกติ หากได้มีการวัดตรวจสอบกระแสเป็นประจำ และทำการบันทึกไว้ จะช่วยให้ทราบว่าอุปกรณ์มีปัญหาหรือไม่ เช่น ปรกติชุดมอเตอร์ที่ใช้อยู่ กับแบตเตอรี่ที่บินอยู่ประจำ กินไฟอยู่ราว 13 แอมป์ แล้วต่อมาพบว่ากินกระแสเพิ่มเป็น 16-18 แอมป์ แบบนี้แสดงว่าอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นกับมอเตอร์ เช่น ลูกปืนอาจจะแตก มอเตอร์อาจจะฝืดหรือสีกัน แกนมอเตอร์อาจจะคดทำให้ใบไม่ได้ศูนย์ มอเตอร์จะกินไฟมากขึ้น และหากว่าเราไม่ทราบแล้วนำไปเล่น ก็อาจจะพาให้แบตเตอรี่ สปีด หรือมอเตอร์เสียหายได้ หรือหากว่าจู่ๆ กระแสที่ใช้เกิดลดน้อยลง ตรงนี้ก็อาจจะสันนิฐานได้ว่าแบตเตอรี่อาจจะเริ่มเสื่อมหรือมีปัญหาได้ 4. ใช้เปรียบเทียบอุปกรณ์ เช่น ต้องการทดสอบแบตเตอรี่ว่าชุดไหนจ่ายได้ดีหรือไม่ โดยให้มอเตอร์ใบพัด และสปีดเป็นตัวคงที่ไว้ จากนั้นเปลี่ยนแบตเตอรี่ทดสอบดูที่ละชุด เพื่อดูว่าชุดไหนจ่ายกระแสได้มากน้อยต่างกันอย่างไร หรืออาจจะเปรียบเทียบมอเตอร์ เพราะอาจจะมีมอเตอร์ขนาดใกล้เคียงกัน แต่เมื่อจะเลือกใช้งานหากทราบค่ากระแส จะช่วยทำให้ตัดสินใจได้ว่าจะเลือกมอเตอร์ตัวไหนดีกว่ากัน เพราะบางทีมอเตอร์ราคาถูกแต่กินกระแสมาก ทำให้ต้องซื้อแบตเตอรี่แพงๆ แต่กลับกันหากมอเตอร์ราคาแพงกว่าแต่กินกระแสน้อยกว่า ย่อมจะทำให้ประหยัดค่าแบตเตอรี่เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเมื่อทราบค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้ จะช่วยให้เลือกใช้งานหรือตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นหากมีเครื่องมือวัดที่ใช้งานได้ง่าย ย่อมทำให้ผู้ใช้งานสะดวกที่จะวัด แคลมป์มิเตอร์จึงนับเป็นอุปกรณ์ที่ควรมีติดไว้สักชุด หรืออย่างน้อยอาจจะรวมกันในแต่ละสนามแล้วแบ่งกันใช้งานย่อมจะดีไม่น้อย เพราะหากสามารถช่วยป้องกันไม่ให้แบตลิโพเสียหรือบวมเนื่องจากใช้ไฟเกินได้สัก 1-2 ชุด ก็นับว่าคุ้มค่ากับการซื้อหาเจ้าแคลมป์มิเตอร์มาใช้งานแล้วครับ ซึ่งยังไม่นับรวมประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับอีกด้วย หวังว่าจะทำให้ผู้อ่านเห็นประโยชน์และการประยุกต์ใช้งานแคลมป์มิเตอร์นี้นะครับ คุณสมบัติ1. วัดกระแสไฟตรง ไฟสลับ ช่วง 0-200 A ความละเอียด 0.1A 2. วัดแรงดัน ไฟตรง ไฟสลับ 0-600V 3. วัดแรงดัน ไฟตรง ไฟสลับ 0-20V 4. วัดขั้วไฟสลับ 3 เฟส 5. วัดความต้านทาน 0-2000 โอห์ม 6. วัดความต่อเนื่อง ไดโอด พร้อมสัญญาณเสียง อุปกรณ์ที่มีมาให้1. Clamp วัดกระแส 2. สายวัด 3 เส้น 3. แบตเตอรี่ AAA 3 ก้อน 4. ซองผ้าใส่อุปกรณ์ทั้งหมด 5. คู่มือการใช้งานภาษาอังกฤษ ภาพประกอบบทความโดย คุณวุฒิ อรรถสิษฐ์ |
||